เปิด 6 เกมปาฏิหาริย์ คัมแบ็กศึกชิงเจ้ายุโรป

180 views

6-เกมปาฏิหาริย์-พลิกนรกคัมแบ็กศึกชิงเจ้ายุโรป

ยอดเกมแห่งความทรงจำ ย้อนชม เกมปาฏิหาริย์ คัมแบ็ก แม้สถานการณ์ทีมตกเป็นรอง แต่สร้างเซอร์ไพรส์ คัมแบ็ก ผ่านเข้ารอบแชมเปียนส์ลีก

ความบันเทิงสุดระทึก ครบรส สุดเหวี่ยง ที่ยังตราตรึงความทรงจำ แฟนบอล อย่างเราๆ ท่านๆ คงหนีไม่พ้น เกมปาฏิหาริย์ คัมแบ็ก ของทีมรักของตนเอง

หากยังจำกกันได้ เกมแชมเปียนส์ลีก ที่สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ล่าสุด คือเกมนัด 2 ที่ ลิเวอร์พูล ทำช็อกโลก เปิดรังแอนฟิลด์ พลิกนรก เขี่ยคู่แข่งสุดหินอย่าง บาร์เซโลนา ร่วงตกรอบรอง ด้วยสกอร์ 4-0 ทั้งที่เกมแรกหงส์แดง โดนอัดเละมาก่อนถึง 3-0

ย้อนเวลาสัมผัสกับ 6 เกมปาฏิหาริย์ คัมแบ็ก ศึกชิงเจ้ายุโรปกันดูว่า เกมไหนบ้าง คือที่สุดของการพลิกนรก

ลิเวอร์พูล 4 – 0 บาร์เซโลนา (สกอร์รวม 4-3) รองชนะเลิศ นัดที่สอง 2018/19

ลิเวอร์พูล 4 - 0 บาร์เซโลนา

เกมพลิกนรก สุดเหวี่ยงล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อซีซั่นก่อน เหตุการณ์คัมแบ็กที่จะถูกกล่าวขานไปอีกนานแสนนานนี้ เกิดขึ้นในวันที่ 7 พ.ค. 2019

เกมนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า เงื่อนไขเดียวที่จะผ่านเข้าสู่รอบ ชิงชนะเลิศ คือ ลิเวอร์พูล ต้อง ชนะ 4-0 ขึ้นไปถึงจะผ่านเข้ารอบ หลังบุกพ่าย บาร์เซโลนา แบบยับเยินมาแล้ว ในเกมเเรก

ใครจะไปคิด.. การต่อสู้ในเลกที่ 2 กลับปลี่ยนเป็นหนังคนละม้วน เมื่อ ลิเวอร์พูล ที่ไม่มีตัวหลัก อย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน แถมสถานณ์การ เป็นรองจากความพ่ายแพ้ในเกมแรก

ขณะที่ เจอร์เก้น คลอปป์ ต้องจำยอมส่งผู้เล่นสำรอง หลายคนลงสนาม แต่แล้ว.. ปาฏิหาริย์ได้เกิดในสนามแอนฟิลด์ หงส์แดงพลิกนรกกระหน่ำประตูใส่ทีมเยือนไป 4-0 พร้อมคว้าตั๋วสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

บาร์เซโลนา 6-1 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (สกอร์รวม 6-5) 16 ทีมสุดท้าย 2016/17

บาร์เซโลนา 6-1 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

ความบันเทิงระดับ 10 อีกหนึ่งเกม ที่แฟนบอลหลายคน ไม่มีวันลืม กับการคัมแบ็กที่ระทึกที่สุดในวงเวทียุโรป หลัง เปแอสเช เปิดบ้านสอนมวย บาร์เซโลนา ยับถึง 4-0 เกมเลกแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ช่วงเวลานั้น ทุกสื่อตากฟันธงว่า บาร์เซโลนา คงหมดโอกาสที่จะผ่านเขาสู่รอบต่อไป แทบจะแน่นอนแล้ว… แต่ทว่า ปารีส กลับดวงแตกตกรอบแบบไม่ไม่ใครคาดคิด ด้วยการถูก บาร์ซ่า รวมพลัง สามประสาน ฮึดสู้สุดใจ เร่งเครื่องท้ายเกมรัวสกอร์ใส่ เปแอสเช ไป 6-1

ซึ่ง 2 ประตูสำคัญ เกิดขึ้นในช่วงทดเจ็บของครึ่งเวลาหลังจาก เนย์มาร์ ในนาทีที่ 90+1 และ เซร์จี โรแบร์โต นาทีที่ 90+5 รวมผล 2 นัด บาร์เซโลนา สรา้ง ปาฏิหาริย์ คัมแบ็ก ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปด้วยสกอร์รวม 6-5 แบบสะใจแฟนบอลสุดๆ

เรอัล มาดริด 3-0 โวล์ฟสบวร์ก (สกอร์รวม 6-5) 8 ทีมสุดท้าย 2015/16

เรอัล มาดริด 3-0 โวล์ฟสบวร์ก

เมื่อเจ้าพ่อแห่งวงการ ต้องกลับไปลุ้นระทึก..ในเลก 2 เกมนี้เกิดขึ้นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซี่ซั่น 2015/16 หลัง เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ต่อทีมรองบ่อน อย่าง โวล์ฟสบวร์ก ตัวแทนจาก บุนเดสลีก้า ด้วยการสร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์ชนะไปก่อนที่สกอร์ 2-0

อย่างไรก็ตามผู้สวมบทพระเอก รับหน้าที่พาทีม กลับมาอยู่ในเส้นทางรอบนี้ยังคงเป็น ” คริสเตียโน โรนัลโด ” ซึ่งเกมนั้นเขาระเบิดฟอร์มเก่งกดแฮตทริก ช่วยให้ ราชันชุดขาว ผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ด้วยผลรวม 3-2

ซึ่ง ท้ายที่สุด ราชันชุดขาว สามารถเถลิงแชมป์ยุโรป เหนือคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง แอตเลติโก มาดริด ในฤดูกาลนั้น

โรม่า 3-0 บาร์เซโลนา 3-0 (สกอร์รวม 4-4 โรม่าเข้ารอบด้วยกฎอเวย์โกล) 8 ทีมสุดท้าย 2017/18

โรม่า 3-0 บาร์เซโลนา 3-0

ไม่ชั่ยเพียงแค่ ลิเวอร์พูล ทีมเดียวที่สร้างความเจ็บปวดให้กับ บาร์เซโลนา จากการพลิกนรกคัมแบ็ก กลับมาชนะได้ในสถานการณ์เช่นนี้

ย้อนกลับไปใน ฤดูกาล ฤดูกาล 2017/18 โรม่า คืออีกหนึ่งทีม จากแดนมะกะโรนี ที่สร้างแผลใจให้กับ บาร์เซโลนา เช่นกัน

จากสถานการณ์ เกมแรก โรม่า บุกพ่ายไปก่อน 4-1 ทำให้ต้องกลับมาชนะให้ได้ในเลก 2 ให้ได้ ด้วยสกอร์ 3-0 เท่านั้น จึงจะผ่านเข้ารอบ

แต่แล้ว..เกมเลกสองที่กรุงโรม กับกระหึ่มไปด้วยเสียงเชียร์ เมื่อทัพ หมาป่าไล ต้อน อาซูลกรานา อย่างสุดมัน ก่อนเอาชนะไปได้ 3-0 รวมสองนัดประตูรวม 4-4 ผ่านเข้ารอบด้วยกฏอเวย์โกล ของ เอดิน เชโก ที่ฝากไว้ในเกมเลกแรกที่แพ้ 4-1 ที่คัมป์นูอย่างน่าเจ็บใจ

แมนฯยูไนเต็ด 2-1 บาเยิร์น มิวนิค ชิงชนะเลิศ 1999

แมนฯยูไนเต็ด 2-1 บาเยิร์น มิวนิค

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะคว้า 2 แชมป์มาก่อนหน้านี้ (พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ) ที่กำลังลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ค้วา “ทริปเปิ้ลแชมป์” โดยพบกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากเยอรมนี

เกมชิงดำ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ปี 1999 ทั้งสองฝ่ายต่างขาดผู้เล่นกำลังสำคัญหลายคน โดยเฉพาะทางฝั่ง ปีศาจแดง ไม่มี พอล สโคลส์ และ รอย คีน ที่ติดโทษแบนทั้งคู่ ส่วนทางด้าน บาเยิร์น ต้องขาด บิเซนเต้ ลิซาราซู และ โจวานนี่ เอลแบร์

เกมดำเนินไปภายใต้แฟนบอลที่เข้าชมกว่า 90,000 คน ในสนาม คัมป์นู แบะเป็นทาง บาเยิร์น ออกนำก่อนอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่นาทีที่ 6 จากประตูของ มาริโอ บาสเลอร์ ตลอดเกมดูเหมือน ทัพ เสือใต้ เป็นฝ่ายครองเกมบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังมองหาลูกที่ 2 ไม่เจอ

ปาฏิหาริย์ คัมแบ็ก ที่สาวกปีศาจแดง จดจำอย่างไม่มีวันลืม เมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจเทหมดหน้าตัก ส่ง เท็ดดี้ เชอริ่งแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ลงสนาม

เกมเดินทางเข้าสู่ช่วงทดเวลาเจ็บ เท็ดดี เชอร์ริงแฮม ยิงตีเสมอให้ ยูไนเต็ด เป็น 1-1 ในช่วงทดเจ็บนาทีแรก และช่วงเวลานั้น ทุกคนต่างมองว่า คงต้องตัดสิแชมป์กันในช่วงต่อเวลาพิเศษอย่างแน่นอน

แต่แล้วในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 3 ปีศาจแดงก็มาได้ประตูชัย ปีศาจแดง ได้เตะมุม เดวิด เบ็คแฮม เปิดไปให้ เชอร์ริงแฮม โหม่งต่อให้ โอเล กุนนาร์ โซลชา ซัดเสยเพดานตาข่ายเข้าไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองเจ้ายุโรปอย่างน่าเหลือเชื่อ

ลิเวอร์พูล 3-3 เอซี มิลาน ชิงชนะเลิศ 2005

อันดับหนึ่งเกมพลิกนรก แห่งความทรงจำ สุดอัศจรรย์ ที่ถูกกล่าวขานมากที่สุด ในการแข่ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบชิงชนะเลิศ เลยก็ว่าได้ เมื่อ ลิเวอร์พูล ต้องพบกับยอดทีมจากอิตาลี เอซี มิลาน ที่ อิสตันบูล ประเทศตุรกี

เป็นที่รู้กันว่า ปิศาจแดง-ดำ เป็นต่อหงส์แดง อยู่มากๆ ทั้งในเรื่องฟอร์มการเล่น ตัวผู้เล่น ภาพรวมทั้งหมดที่นับว่าเป็นรองคู่แข่งอยู่มาก เริ่มการแข่งขันแค่เพียงนาทีแรก มิลาน ก็ได้ประตูแรก โดยเปาโล มัลดินี่ กัปตันทีม

จากนั้นในนาที่ 39 เฮอร์นัน เครปโป ซัดประตูที่ 2 ให้ ปิศาจแดง-ดำ หนีห่างไปเป็น 2-0 เกมของหงส์แดง กู่ไม่กลับ อีก 5 นาที ถัดมาก็โดน เครสโปคนเดิม ซัดลูกที่ 2 ให้ตัวเอง ช่วยทีมหนีห่างลิเวอร์พูลถึง 3-0 ก่อนจบครึ่งเวลาแรกด้วยสกอร์นั้น

จุดเปลี่ยนของเกมได้เกิดขึ้น เมื่อลิเวอร์พูล สามารถตีไข่แตกไล่มา เป็น 1-3 หลังเริ่มเกมครึ่งหลังได้เพียง 9 นาที จาก ลูกโหม่งของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ นาทีนี้เอง เจอร์ราร์ด ได้ปลุกเร้าลูกทีมให้สู้อย่างสุดฤทธิ์

ความหวังทีรอคอยก็มาถึง ลิเวอร์พูลได้ลูกจุดโทษ หลัง เจอร์ราร์ด ถูก กัตตูโซ่ เข้าทําฟาล์ว จากด้านหลัง ก่อนที่จะเป็น ซาบี้ อลอนโซ่ รับหน้าเพชรฆาตสังหาร แต่จุดโทษจังหวะนี้ อลอนโซ่ ยิงไปติดเซฟ ดีด้า แต่บอลกระดอนกลับมาเข้าทาง อลอนโซ่ ซ้ำเข้าไปไม่พลาด หงส์แดงกลับมาตีเสมอ 3-3

หมดเวลา 90 นาที เสมอกัน 3-3 ต้องต่อเวลาพิเศษ มิลานมีโอกาสปิดชีพ หงส์ จาก อังเดร เชฟเชนโก้ ยิงจ่อๆถึงสองครั้ง แต่ไม่ผ่านมือ เจอร์ซี่ ดูเด็ค ที่โชว์ฟอร์มเซฟอย่างยอดเยี่ยม เกมครบ 120 นาที ยังเสมอกันด้วยสกอร์ 3-3 ต้องตัดสินด้วยการดวลลูกจุดโทษ

การดวลลูกจุดโทษเปิดหัวด้วย เอซี มิลานเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน ลูกแรก แซร์จินโญ่ ของมิลาน รับหน้าที่สังหาร แต่เจ้าตัวยิงพลาด ถูก เจอร์ซี่ ดูเด็ค เซฟไว้ได้ ส่วนทางด้านฝั่ง “หงส์แดง” เริ่มด้วย ดีทมาร์ ฮามันน์ จัดการซัดเข้าไปอย่างเฉียบคม ลิเวอร์พลู ขึ้นนำ 1-0

ดวลลูกจุดโทษลูกที่ 2 อันเดรีย ปีร์โล่ สังหารจุดโทษพลาด ยิงไปติดเซฟของดูเด็ค และฝั่งหงส์แดงส่ง ฌิบริล ซิสเซ่ ทำหน้าที่ซัดประตูอย่างเยือกเย็น ลิเวอร์พูล นำห่างเป็น 2-0

ดวลลูกจุดโทษลูกที่ 3 มิลานส่ง ยอห์น ดาลห์ โทมัสสัน กดเต็มหลังเท้าไม่เหลือซาก ส่วนทางหงส์นั้น ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ยิงไปติดเซฟสุดปลายมือของ ดีด้า ลิเวอร์พูล ยังนำ 2-1

ดวลลูกจุดโทษลูกที่ 4 ริคาร์โด้ กาก้า สังหารไม่พลาดบอลเข้าไปตุงตาข่าย ด้านหงส์ส่ง วลาดิมียร์ ซมิเซอร์ มาซัดผ่านดีด้าเข้าประตูไปเช่นกัน ลิเวอร์พูล กุมความได้เปรียบอยู่ 3-2

ลูกตัดสินชะตาของมิลานเดินทางมาถึง ทว่าลูกนี้ต้องห้ามพลาดเป็นอันขาด และเป็น เชฟเชนโก้ รับหน้าที่ในลูกนี้แต่ลูกจุดโทษของเขาถูก เจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค พุ่งเซฟประตูได้อย่างสุดยอด โดย กลายเป็นฮีโร่ช่วย เครื่องจักรสีแดง คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้อย่างปาฏิหารย์

Pocket Game อันดับหนึ่ง : PG slot

อภิมหาเศรษฐี 10 อันดับ ผู้ครอบครองสโมสรฟุตบอลที่รวยสุด 2020

ความสนุกเหนือจินตนาการ ที่นี่ : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET,UFABET

Last Update : 20 พฤษภาคม 2020