เครื่องจักรสีแดง กับเรื่องราวที่คุณไม่ควรพลาด

90 views

เครื่องจักรสีแดง livepool

6 เรื่องราว ที่กาลเวลานำพา เครื่องจักรสีแดง เดินทางเข้าสู่ปีที่ 128 เรารวบรวมเรื่องราวน่ารู้ ถึงการถือกำเนิดสโมสร ลิเวอร์พลู แห่งนี้

หากกล่าวถึง สโมสรที่มีแฟนบอลติดตามเชียร์เป็นจำนวนมากทีมหนึ่งของโลก คงหนีไม่พ้น “หงส์แดง ลิเวอร์พูล” หลายต่อหลายคนคงสงสัยอยู่บ้างไม่น้อยว่า “ลิเวอร์พูล” มี 6 เรื่องราว ความเป็นมาอะไรบ้าง ที่คุณควรรู้ของ เครื่องจักรสีแดง

เครื่องจักรสีแดง
ภาพถ่ายยุคแรกเริ่ม

1.ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 128 ปี

ลิเวอร์พูล สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 โดย จอห์น ฮูลดิ้ง (John Houlding) นักธุรกิจท้องถิ่นผู้มีความหลงไหลในกีฬาฟุตบอล ปัจจุบัน สโมสรแห่งนี้เดินทางเข้าสู่ปี ค.ศ. 2020 มาพร้อมกับตำนานอันยาวนานถึง 128 ปี

เครื่องจักรสีแดง
สนามแอนฟิลด์ในอดีต

เส้นทางแห่งความฝัน

จอห์น ฮูลดิ้ง (John Houlding)

ฮูลดิ้ง เริ่มสร้างความฝันทางด้านกีฬา ด้วยการเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งบริเวณถนน แอนฟิลด์ ที่เมืองลิเวอร์พูล ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ เพื่อสร้างสนามฟุตบอลขึ้น หลังจากสร้างสนามฟุตบอลของตนเองแล้วเสร็จ ขณะนั้นมีความจุของสนามทั้งสิ้น 20,000 คน ต่อมาได้ปล่อยให้ทางสโมสรเอฟเวอร์ตันเช่าในปี ค.ศ. 1884 ต่อมาสโมสรเอฟเวอร์ตันเข้าเป็นสมาชิกฟุตบอลลีกอาชีพ และยกเลิกสัญญาเช่าในปีค.ศ. 1892 สืบเนื่องจาก ฮูลดิ้ง ต้องการปรับขึ้นราคาค่าเช่าสนามขึ้น จาก 100 ปอนด์ เป็น 250 ปอนด์ต่อปี และทางเอฟเวอตัน ได้ตัดสินใจย้ายไปใช้สนามอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลี่ย์พาร์ค และใช้ชื่อสนามว่า กูดิสัน พาร์ค ในที่สุด

กำเนิดการก่อตั้ง ลิเวอร์พูล เมื่อสนามฟุตบอลที่ ฮูลดิ้ง ลงทุนสร้างไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้นั้น เขาจึงตัดสินใจก่อตั้งทีมฟุตบอลของตนเองขึ้นมาเองโดย ตั้งชื่อทีมว่า ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ พร้อมมอบหมายให้เพื่อนสนิทอย่าง จอห์น แม็คเคนน่า (John McKenna) ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมคนแรกอีกด้วย 

จอห์น แม็คเคนน่า (John McKenna)
เครื่องจักรสีแดง
สนาม แอนฟีลด์ ปัจจุบัน ความจุสนาม: 54,074 คน

2. กำเนิดตรา สโมสร ลิเวอร์พูล

ตราสัญลักษณ์

หลังจากก่อตั้งสโมสร ลิเวอร์พูล ขึ้น ได้มีการใช้สัญลักษณ์ตรา สโมสร เป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liver Bird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวญแม่น้ำเมอร์ซี่ โดยที่ปากนกนั้นคาบใบไม้ไว้ จนถึงปัจจุบัน

Liver Bird
นกลิเวอร์เบิร์ด

นกลิเวอร์เบิร์ด คือตราสัญลักษณ์ของสโมสร ลิเวอร์พูล ที่ใช้มาอย่างยาวนาน ซึ่งเดิมทีตราสโมสรแห่งนี้ ได้นำตราสัญลักษณ์ทางทหารของเมืองลิเวอร์พูลมาใช้ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 โดยแรกเริ่มสัญลักษณ์ของสโมสร ยังไม่ถูกใช้บนหน้าออกเสื้อแต่อย่างใด ซึ่งในขณะนั้นตรา นกลิเวอร์เบิร์ด ถูกใช้ในฐานะเหรียญแชมป์ลีกที่มอบให้กับนักเตะในปี 1901

ภาพ ผู้เล่น ลิเวอร์พูล เกมนัดชิงเอฟเอคัพ

สัญลักษณ์อยู่บนเสื้อทีมเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1950 เมื่อสโมสรลิเวอร์พูลได้เข้าชิงเอฟเอ คัพ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งแรกที่ได้แข่งขันที่เวมบลีย์ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์สโมสรลิเวอร์พูล และสัญลักษณ์ นกลิเวอร์เบิร์ด  สีขาวที่ยืนตระหง่านอยู่บนแท่น ล้อมกรอบด้วยโล่สีแดง และได้ถูกปักลงบนเสื้อชุดทีมเยือนสีขาวอย่างน่าภาคภูมิใจ

ตราสัญลักษณ์

กระทั่งถึงฤดูกาล 1955-56 สัญลักษณ์ นกลิเวอร์เบิร์ด ได้ถูกปักลงบนเสื้อแข่งแบบเหย้าเป็นครั้งแรกอย่างน่าภาคภูมิใจ โดยถูกปรับรูปลักษณ์จากเดิม เป็นลิเวอร์เบิร์ดสีแดง โดดเด่นบนพื้นสีขาวในกรอบรูปไข่ โดยที่นกลิเวอร์เบิร์ดยังยืนตะหง่านอยู่บนแท่น แต่มีอักษรย่อสโมสรลิเวอร์พูล ‘L.F.C’ อยู่ข้างใต้

เป็นเวลาถึง ถึง 14 ปี  ที่ตราสโมสรบนเสื้อไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้มีการเปลี่ยนรูปปแบบของเสื้อแข่งตั้งแต่แบบเสื้อคอวีสู่เสื้อคอกลม รวมทั้งเสื้อในแบบลายทางสีแดงอันโด่งดังด้วย

ในปี 1969 ไลเวอร์เบิร์ด ได้ออกจากกรอบรูปไข่ และแท่น โดยที่ยืนหยัดอยู่บนเสื้อแบบเดี่ยวๆ เป็นครั้งแรก ดังที่จะเห็นได้จากรูปของแลร์รี ลอยด์ ซึ่งดีไซน์ที่เรียบง่ายนี้ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในเกมเหย้านัดแรกของฤดูกาล โดยเอาชนะเชลซีไปได้ 4-1

ตราสัญลักษณ์

ในฤดูร้อนของปี 1987 มีการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรอย่างเป็นทางการขึ้นอีกครั้ง โดยนำ นกลิเวอร์เบิร์ดที่โด่งดัง ถูกนำกลับเข้าไปใส่ในโล่ และตัดอักษรย่อ ‘L.F.C’ ที่อยู่ข้างใต้ออก

ตราสัญลักษณ์

การเปลี่ยนแปลงต่อมาเกิดขึ้นเมื่อปี 1992 เพื่อเป็นเกียรติในการฉลองครบรอบ 100 ปี ของสโมสรลิเวอร์พูล โดยได้นำไลเวอร์เบิร์ดเข้ามาผสมผสานในดีไซน์ใหม่นี้

เครื่องจักรสีแดง
ตราสัญลักษณ์

หลังจากนั้นก็มีการใช้ตราสโมสรฯ นี้เรื่อยมาจนกระทั่งฤดูร้อนปี 2012 สัญลักษณ์ของลิเวอร์เบิร์ดสีเหลือง ที่เป็นตัวแทนของความสำเร็จในช่วงปลาย ’70 และต้น ’80 ได้ถูกนำกลับมาบนอกเสื้อทีมลิเวอร์พูลอีกครั้ง ในเสื้อแข่งใหม่ของวอร์ริเออร์

เครื่องจักรสีแดง
ตราสัญลักษณ์

ส่วน Mighty Red คือตัวมาสคอต (mascot)  หรือตัวนำโชคประจำสโมสร ก็ออกแบบได้อย่างน่ารักลงตัว

เครื่องจักรสีแดง
มาสคอต ประจำสโมสร

3.เริ่มต้นลีกอาชีพ

ลิเวอร์พูล ในยุคก่อตั้ง เครื่องจักรสีแดง สามารถโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการประเดิมสนามเอาชนะทีม ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด หรือ (Rotherham Town) ไปถึง 7-1 อีกทั้ง การลงแข่งขันฟุตบอลลีก ของ แลงคาสเชอร์ ซึ่งสามารถเอาชนะทีม Higher Walton ด้วยสกอร์ 8-0 ที่สนามแอนฟิลด์ โดยลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะถึง 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีก โดยให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ก่อน ในฤดูกาล 1893-1894 ซึ่งสโมสรสามารถเก็บชัยชนะได้แบบ 100% (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ หรือก็คือทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน ซึ่งลิเวอร์พูลก็เอาชนะไปได้ 2-0 และได้เลื่อนขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ในที่สุด

เครื่องจักรสีแดง
รายชื่อผู้เล่น ลิเวอร์พูล

4.ยุคเรืองรองของลิเวอร์พูล

ยุคทองของ ” เครื่องจักรสีแดง ” เกิดขึ้นช่วงระหว่างปี 1970-1980 ในยุคของ ผู้จัดการทีมอย่าง บิลล์ แชงคลี และ บอบ เพลสลีย์  กุนซือทั้งสองผู้ที่นาพาทีมคว้าแชมป์ลีกถึง 11 สมัย พร้อมสร้างความเกรียงไกรให้กับทีมด้วยการนำทัพนักเตะคว้าถ้วยรางวัลรายการยูโรเปียนมากถึง 4 ใบ 1955-1992 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปัจจุบัน) และนั่นก็คือยุคที่เฟื่องฟูที่สุดของสโมสรจากลุ่มน้ำเมอร์ซีย์ไซด์

ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์

5.ทำเนียบแชมป์เกียรติประวัติของลิเวอร์พลู

สำหรับ ลิเวอร์พูล ได้มีการจำแนกแชมป์ ออกเป็น แชมป์ลีกอังกฤษ 18 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 6 สมัย, เอฟเอ คัพ 7 สมัย, ยูฟ่า คัพ 3 สมัย, ลีก คัพ 8 สมัย  ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 4 สมัย แชมป์สโมสรโลก 1 สมัยรวมเป็น 47 รายการ และผลงานจากอดีตถึงปัจจุบันทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์มากที่สุดบนเกาะอังกฤษอีกด้วย

เครื่องจักรสีแดง
ทำเนียบเกียรติประวัติ

6.ปาฏิหารย์ อิสตันบูล

Liverpool FC vs AC Milan 2005 UEFA Champions League Final

การแข่งขันแห่งความทรงจำ สุดอัศจรรย์ ที่ถูกกล่าวขาน ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับยอดทีมจากอิตาลี เอซี มิลาน สนามกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ปี 2005

เกมเริ่ม

เป็นที่รู้กันว่า ปิศาจแดง-ดำ เป็นต่อหงส์แดง อยู่มากๆ ทั้งในเรื่องฟอร์มการเล่น ตัวผู้เล่น ภาพรวมทั้งหมดที่นับว่าเป็นรองคู่แข่งอยู่มาก เริ่มการแข่งขันแค่เพียงนาทีแรก มิลาน ก็ได้ประตูแรก โดยเปาโล มัลดินี่ กัปตันทีม

มัลดินี่ กัปตันทีม ทำประตูแรก ให้เอซี มิลานออกนำ

จากนั้นในนาที่ 39 เฮอร์นัน เครปโป ซัดประตูที่ 2 ให้ ปิศาจแดง-ดำ หนีห่างไปเป็น 2-0

เกมของหงส์แดง ยังไม่เป็นท่า อีก 5 นาที ถัดมาก็โดน เครสโปคนเดิม ซัดลูกที่ 2 ให้ตัวเอง ช่วยทีมหนีห่างลิเวอร์พูลถึง  3-0 ก่อนจบครึ่งเวลาแรกด้วยสกอร์นั้น ส่งผลให้แฟนบอลมิลานชื่นมื่นไปตาม ๆ กัน

เครสโป ซัดลูกที่ 2

วินาทีนั้นแฟนบอล ลิเวอร์พลูในสนามพากันเงียบกริบ บางคนถึงกับทนไม่ได้ เดินออกจากสนาม ไปหรือแม่กระทั่ง แฟนบอลทางบ้าน แทบจะปิดทีวี เข้านอนแล้วด้วยซ้ำ เพราะความผิดหวัง

ความสิ้นหวัง

เชื่อเลยว่าหลายๆคนแทบไม่อยากจะคิดเลยว่าปาฏิหารย์จะเกิดขึ้น กับ เครื่องจักรสีแดง

ลิเวอร์พูล ตามหลัง เอซี มิลาน 0-3

ครึ่งหลังเกมพลิก

เริ่ม ครึ่งเวลาหลัง จุดเริ่มต้นของจุดเปลี่ยนของเกมได้เกิดขึ้น เมื่อลิเวอร์พูล สามารถตีไข่แตกไล่มา เป็น 1-3 หลังเริ่มเกมครึ่งหลังได้เพียง 9 นาที จาก ลูกโหม่งของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และนาทีนี้เอง กัปตันหงส์แดง เจอร์ราร์ด ได้ปลุกเร้าลูกทีมให้สู้อย่างสุดฤทธิ์ เกมดำเนิดต่อไปรูปเกมของหงส์แดง ดูดีขึ้นมาก สามารถต่อกรกับ “ปีศาจแดง-ดำ” เอซี มิลาน ได้อย่างสนุกคู่คี่

จุดเปลี่ยนของเกม
ปลุกเร้าลูกทีมให้สู้

จุดเปลี่ยนที่สองเกิดขึ้นเมื่อ วลาดิเมียร์ ซมิเซอร์ ซัดไกลสุดสวย มอบประตูความหวังให้ทีมไล่เบียดมิลานเป็น 2-3 ในนาทีที่ 56 แฟนบอลของหงส์แดงในสนามเริ่มมีความหวังอีกครั้ง

ซมิเซอร์ ซัดไกล

ในที่สุดความหวังที่เดอะค็อปรอคอยด้วยศรัทธาก็มาถึง ลิเวอร์พูลได้ลูกจุดโทษ หลัง เจอร์ราร์ด  ถูกกัตตูโซ่ เข้าทําฟาล์ว จากด้านหลัง ก่อนที่จะเป็น ซาบี้ อลอนโซ่ รับหน้าเพชรฆาตสังหาร แต่จุดโทษจังหวะนี้ ทำเอาเหล่าแฟนบอลลุ้นกันใจหายใจคว่ำ เพราะจังหวะแรก อลอนโซ่ ยิงไปติดเซฟ ดีด้า นายทวารแซมบ้าของมิลานเข้าอย่างจัง ทว่าโชคยังเข้าข้าง ที่บอลกระดอนกลับมาเข้าทาง อลอนโซ่ อีกครั้งก่อนที่เจ้าตัวจะจัดการสังหารซ้ำเข้าไปไม่พลาด หงส์แดงกลับมาตีเสมอ 3-3 ในนาทีที่ 60 และเป็นการเริ่มครึ่งหลังเพียงแค่ 15 นาที ด้วยการยิง 3 ลูกรวดภายในเวลาแค่ 6 นาทีเท่านั้น

ซาบี้ อลอนโซ่ รับหน้าเพชรฆาต

เกมดำเนินต่อไปกันอย่างสนุก และหมดเวลา 90 นาที เสมอกัน 3-3 ต้องต่อเวลาพิเศษ มิลานมีโอกาสปิดชีพ หงส์ จาก อังเดร เชฟเชนโก้ ยิงจ่อๆถึงสองครั้ง แต่ไม่ผ่านมือนายด่านเลือดโปลอย่าง เจอร์ซี่ ดูเด็ค ที่โชว์ฟอร์มเซฟอย่างยอดเยี่ยม เกมครบ 120 นาที ยังเสมอกันด้วยสกอร์ 3-3 ต้องตัดสินด้วยการดวลลูกจุดโทษ

ดูเด็ค โชว์ฟอร์มเซฟอย่างยอดเยี่ยม

วินาทีสังหาร

การดวลลูกจุดโทษเปิดหัวด้วย เอซี มิลานเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน ลูกแรก แซร์จินโญ่ ของมิลาน รับหน้าที่สังหาร แต่เจ้าตัวยิงพลาด ถูก เจอร์ซี่ ดูเด็ค เซฟไว้ได้ ส่วนทางด้านฝั่ง “หงส์แดง” เริ่มด้วย ดีทมาร์ ฮามันน์ จัดการซัดเข้าไปอย่างเฉียบคม ลิเวอร์พลู ขึ้นนำ 1-0

ดวลลูกจุดโทษลูกที่ 2 อันเดรีย ปีร์โล่ สังหารจุดโทษพลาด ยิงไปติดเซฟของดูเด็ค และฝั่งหงส์แดงส่ง ฌิบริล ซิสเซ่ ทำหน้าที่ซัดประตูอย่างเยือกเย็น ลิเวอร์พูล นำห่างเป็น 2-0

ดวลลูกจุดโทษลูกที่ 3 มิลานส่ง ยอห์น ดาลห์ โทมัสสัน กดเต็มหลังเท้าไม่เหลือซาก ส่วนทางหงส์นั้น ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ ยิงไปติดเซฟสุดปลายมือของ ดีด้า ลิเวอร์พูล ยังนำ 2-1

ดวลลูกจุดโทษลูกที่ 4 ริคาร์โด้ กาก้า สังหารไม่พลาดบอลเข้าไปตุงตาข่าย ด้านหงส์ส่ง วลาดิมียร์ ซมิเซอร์ มาซัดผ่านดีด้าเข้าประตูไปเช่นกัน ลิเวอร์พูล กุมความได้เปรียบอยู่ 3-2

ลูกตัดสินชะตาของมิลานเดินทางมาถึง ทว่าลูกนี้ต้องห้ามพลาดเป็นอันขาด และเป็น เชฟเชนโก้ รับหน้าที่ในลูกนี้แต่ลูกจุดโทษของเขาถูก เจอร์ซี่ย์ ดูเด็ค พุ่งเซฟประตูได้อย่างสุดยอด โดย กลายเป็นฮีโร่ช่วย เครื่องจักรสีแดง คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้อย่างปาฏิหารย์

ฮีโร่ของทีม
สุดจะบรรยาย
เครื่องจักรสีแดง
ปาฏิหารย์แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
เครื่องจักรสีแดง
นำแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สู่เมือง

เพลงที่แฟนบอลลิเวอร์พูลต้องร่วมกันร้องก่อนเริ่มเกมแข่งขัน

you”ll never walk alone กลายเป็นเพลงที่ดังกระฮึ่มไปทั่วทั้งสนาม และเป็นเพลงเชียร์ที่มีมนต์ขลังแห่งสนามแอนด์ฟิลที่คู่แข่งต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับแรงกดดันนี้ให้ดี

You’ll Never Walk Alone

(Words and Music by Rodgers and Hammerstein)

When you walk through a storm

hold your head up high

And don’t be afraid of the dark

At the end of a storm is a golden sky

And the sweet silver song of a lark

Walk on through the wind

Walk on through the rain

Tho’ your dreams be tossed and blown

Walk on, walk on with hope in your heart

And you’ll never walk alone

You’ll never, ever walk alone

Walk on, walk on with hope in your heart

And you’ll never walk alone

You’ll never, ever walk alone

เครื่องจักรสีแดง
บทเพลง you”ll never walk alone

ยามใดที่คุณต้องเดินฝ่าพายุโหม

เชิดหน้าขึ้น

อย่าไปกลัวความมืดมิดนั่นเลย

เมื่อพายุสงบ

จะบังเกิดท้องฟ้าสีทอง

และนกน้อยร้องเพลงก้องกังวาล

เดินฝ่าสายลมแรงนั่นต่อไปเถิด

เดินฝ่าสายฝนสาดซัด

แม้ว่าความฝันจะถูกฉีกยับและลอยเคว้งไป

เดินต่อไปเถิด เดินต่อไป

ด้วยความหวังในหัวใจ

และคุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย

คุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย

เครื่องจักรสีแดง
สนาม แอนฟีลด์ ของ ลิเวอร์พูล และ สนาม กูดิสัน พาร์ค ของ เอฟเวอตัน

บทเพลงเชียร์ที่เดอะค็อปคุ้นหู Allez Allez Allez

We’ve conquered all of Europe : พวกเราสยบมาแล้วทั่วทั้งยุโรป

We’re never gonna stop : พวกเราจะไม่มีวันหยุด

From Paris down to Turkey : จากปารีสไปถึงตุรกี

We’ve won the fucking lot : พวกเราเอาชนะมาโคตรเยอะ ราคาบอล

Bob Paisley and Bill Shankly : บ๊อบ เพสลีย์ และ บิล แชงค์ลีย์

The Fields of Anfield Road : ทุ่งหญ้าแห่งแอนฟิลด์

We are loyal supporters : พวกเราคือแฟนที่จงรักภักดี

And we come from Liverpool : และพวกเรามาจากลิเวอร์พูล

Allez Allez Allez Allez Allez Allez Allez Allez Allez Allez Allez Allez

เครื่องจักรสีแดง
ประตูกรงเหล็กที่ถูกกล่าวขาน

สูตรบาคาร่า | SA GAMING | บาคาร่าsa

สนับสนุนโดย : SLOTXO,UFABET,UFABET ,UFABET

Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2020

เปลี่ยนโฉมกฎล้ำหน้า
วิกฤติแฟร์เพลย์
บาดแผลที่ได้รับการเยียวยา
สุดฮา
เดินหน้าสร้างสถิติ
แชมป์แล้วตกชั้น
เปิดผลงานยอดทีม
10 ลูกยิงสุดสวย